ทั้งๆ ที่ AHT เป็นเรื่องสำคัญแต่ไม่เป็นที่รู้จัก แท้จริงแล้วมันคือกุญแจของวงจรการทำงานที่ดีในการบริหารศูนย์บริการลูกค้า (Contact center)
แชร์บทความนี้
หลังจากการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ที่ผ่านมา สิ่งที่ได้รับความสนใจสำหรับงานของศูนย์บริการลูกค้า (Contact center) ก็คือ “การพัฒนาผลิตภาพ (Productivity)” ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น แต่ทว่าในการวัด “การพัฒนาของผลิตภาพ” นั้น ควรใช้อะไรเป็นดัชนีในการวัด ดังนั้นครั้งนี้เราจะขออธิบายเกี่ยวกับ “AHT”
ผสานพลัง Generative AI, CRM, FAQ, แชท, Voice และ IVR ได้อย่างยืดหยุ่นในระบบเดียว
ทีมงานดูแลและติดต่อกลับคุณหลังส่งคำขอ
เริ่มต้นปรึกษาได้ทันที แม้อยู่ในช่วงศึกษาและเปรียบเทียบข้อมูล
AHT คืออะไร
“AHT (Average Handling Time)” คือ ค่าเฉลี่ยของเวลาที่ใช้ตอบสนองและดำเนินการสอบถามข้อมูลที่ศูนย์บริการลูกค้า (Contact center) หรือแปลได้ว่า “เวลารับมือโดยเฉลี่ย” ตัวอย่างเช่น กรณีที่ตอบรับทางโทรศัพท์ เราจะรับสายที่ลูกค้าโทรมา คอยรับฟังข้อสอบถามหรือความคิดเห็น จากนั้นจึงตอบกลับไป และหลังจากวางสายแล้วจะมีการเก็บบันทึกการตอบสนองดังกล่าวลงในระบบเฉพาะทาง หากมีความจำเป็นก็จะส่งเรื่องดังกล่าวต่อไปยังแผนกที่เกี่ยวข้อง เมื่อครบวงจรงานดังกล่าวแล้วก็จะรับสายต่อไป ซึ่งค่าเฉลี่ยที่ใช้ในรับสายของเวลาทั้งหมดนี้คือ AHT
นอกจากนี้ AHT ยังแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ช่วงเวลาที่ใช้ในการรับสายโทรศัพท์จากลูกค้าจนถึงช่วงเวลาการตอบรับและวางสาย ในส่วนนี้เรียกว่า “ATT (Average Talk Time : เวลาในการคุยสายโดยเฉลี่ย)” และช่วงเวลาหลังจากตอบสนองเสร็จและได้สรุปเนื้อหาที่ได้ฟังจากลูกค้า จนถึงขณะที่รับสายถัดไป ในส่วนนี้เรียกว่า “ACW (After Call Work : เวลาจัดการหลังจบงานโดยเฉลี่ย)”
ตัวอย่างเช่น ที่ศูนย์บริการลูกค้า สมมติว่าเวลาเฉลี่ยในการตอบรับโทรศัพท์จากลูกค้าอยู่ที่ 10 นาที เมื่อคุยสายจบก็สรุปเนื้อหาที่ลูกค้าสอบถามและบันทึกลงในระบบเพื่อรายงาน หลังจากนั้นรับสายถัดไปโดยเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 15 นาที ดังนั้น ATT (10 นาที) + ACW (15 นาที) = AHT (25 นาที)
เหตุใดการจัดการ AHT จึงสร้างวงจรการทำงานที่ดีขึ้น

ในการพัฒนาความพึงพอใจของลูกค้าให้ดี ต้องทำ ATT ให้ได้ค่าที่เหมาะสมที่สุด และในการพัฒนาผลิตภาพ (Productivity) ให้ดี ต้องพยายามลด ACW หากค่า AHT ที่เป็นค่าตัวเลขที่รวมเข้าด้วยกันได้รับการปรับปรุง ก็จะนำไปสู่การประเมินผลให้เห็นอัตราการดำเนินงานขององค์กรที่เรียกว่าศูนย์บริการลูกค้าในองค์กรนั้นว่าดำเนินไปได้ดีเพียงไร ที่นี้ มาดูกันว่าวงจรการทำงานที่ดีจริงๆ แล้วนั้นเป็นอย่างไร
- การนำไปสู่การพัฒนาผลิตภาพ (Productivity)
การหาค่า AHT กับผลิตภาพ (Productivity) ต่อพนักงานหนึ่งคน หากมีจำนวนสายที่โทรมาสอบถามภายใน 1 ชั่วโมง ค่า AHT อยู่ที่ 10 นาที หมายความว่าสามารถจัดการได้ 6 กรณี แต่หากค่า AHT อยู่ที่ 20 นาที หมายความว่าสามารถจัดการได้เพียง 3 กรณีเท่านั้น จากมุมมองของผลิตภาพ (Productivity) สมมติว่าจำนวนสายของลูกค้าที่โทรเข้ามาเท่ากับจำนวนพนักงานในศูนย์บริการลูกค้า ยิ่งหาก AHT สั้นลงเท่าใดนั้นหมายความว่าสามารถตอบสนองได้จำนวนมากขึ้นเท่านั้น - การนำไปสู่การลดต้นทุน
ยิ่ง AHT สั้นลงเท่าใดยิ่งทำให้เวลาในการโทรหาลูกค้าต่อ 1 คนสั้นลงไปด้วย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการโทรในส่วนนั้นไป นอกจากนี้หากเงื่อนไขตรงตามข้อ 1. การนำไปสู่การผลิตภาพ (Productivity) และ ผลิตภาพ (Productivity) ต่อ 1 คน เพิ่มขึ้น แม้ว่าการลดจำนวนคนลงในสถานการณ์แบบเดียวกันก็ยังสามารถตอบสนองได้ ดังนั้นทำให้เกิดการลดค่าแรงงานด้วย ผลลัพธ์ก็คือ จะนำไปสู่การลดต้นทุนการบริหารของศูนย์บริการลูกค้า รวมไปถึงทั่วทั้งองค์กรด้วย - การนำไปสู่การพัฒนาระดับความพึงพอใจของลูกค้า
ตอนที่ลูกค้าโทรเข้ามายังศูนย์บริการลูกค้าและคอยจนกว่าจะต่อสายถึงโอเปอเรเตอร์ได้ บวกกับกว่าจะได้คำตอบก็ใช้เวลานาน จะเป็นต้นเหตุใหญ่ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเครียดได้ ดังนั้นหาก AHT สั้นเท่าไหร่ เวลารอคอยของลูกค้าและเวลากว่าจะได้คำตอบก็สั้นลงด้วย ดังนั้น จะช่วยลดต้นเหตุความเครียดของลูกค้าและผลลัพธ์คือจะช่วยยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าได้
เราจะเพิ่มประสิทธิภาพของ AHT ได้อย่างไร
ในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ AHT ที่เป็นกุญแจสำคัญของการบริหารศูนย์บริการลูกค้าจำเป็นต้องคิดแยกกันระหว่าง ATT กับ ACW ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของ AHT ดังนั้นลองมาใช้มาตรการของ ATT กับ ACW แยกกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีของ AHT
- จะปรับปรุง ATT ได้อย่างไร?
ATT เป็นส่วนที่มีความแตกต่างกันตามลูกค้าแต่ละราย มีทั้งเนื้อหาที่ตอบได้ง่ายและมีการแสดงความคิดเห็นเรื่องยากๆ จากลูกค้าด้วยเช่นกัน ในการตอบรับได้อย่างเหมาะสมนั้น จำเป็นต้องใช้เวลาตอบสนองพอสมควร ดังนั้นควรทำค่า ATT ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด ในการตอบสนองด้วยความสุภาพที่แฝงไปด้วยเจตนาของลูกค้านั้น แม้ค่า ATT ยาว บางทีก็มีกรณีที่ทำให้ค่า AHT สั้นลงได้ในท้ายที่สุด สิ่งสำคัญอยู่ที่การวิเคราะห์เนื้อหาที่สอบถามเข้ามาในแต่ละวันจากลูกค้าแต่ละรายได้อย่างเหมาะสมที่สุด และใส่ใจในการตอบสนองแบบที่มีคุณภาพดียิ่งกว่าเดิม
แต่ถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมของศูนย์บริการลูกค้าและคาดหวังแต่กับโอเปอเรเตอร์ จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดภาระเกินจะรับได้ และอาจส่งผลให้คุณภาพการตอบสนองลดต่ำลงหรือกลับเพิ่มความเครียดให้กับโอเปอเรเตอร์ได้ เนื้อหาที่สอบถามมีความยากและหลากหลาย ข้อซักถามแบบซับซ้อนก็มากขึ้น ดังนั้นไม่สามารถพูดรวบรัดได้ว่าหากลดเวลา ATT ได้มากเท่าใดถึงจะยิ่งดี แต่หากเราทบทวบการจัดวางตำแหน่งคนหรือช่องทางสื่อสารโดยอิงการปรับปรุงค่า AHT แล้ว จำเป็นต้องทำให้ค่า ATT อยู่ในค่าที่เหมาะสมที่สุด
ผู้ดูแลศูนย์บริการลูกค้าควรมีหน้าที่ทำให้งานตอบรับลูกค้าเกิดความเหมาะสมมากที่สุด ต้องคอยจัดการเรื่องต่างๆ เช่น คอยตรวจสอบสคริปต์การพูดหรือระบบคำถามที่พบบ่อย (FAQ) การวางตำแหน่งบุคลากรและการจัดหาระบบที่ช่วยให้กระบวนการทำงานง่ายขึ้นก่อนที่โอเปอเรเตอร์สามารถรับสายได้ เช่น ระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติ (IVR) แชทบอท เป็นต้น - ปรับปรุงค่า ACW ให้ดีขึ้นได้อย่างไร ?
ACW หมายถึงการจัดการหลังจากวางสายซึ่งต่างจาก ATT เป็นส่วนที่สามารถลดลงได้ด้วยโอเปอเรเตอร์หรือการชี้นำโดยผู้ควบคุมศูนย์บริการลูกค้า หากบันทึกประวัติการตอบสนองลงในระบบ CRM แล้ว คุณสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหาคำถามและการรับประกันคุณภาพการตอบสนองกับลูกค้าได้ การสร้างระบบ CRM ที่ไม่ต้องพึ่งพาทักษะของโอเปอเรเตอร์แต่ละคนเพราะระบบช่วยให้ขั้นตอนการทำงานเป็นระบบมากยิ่งขึ้นและเข้าใจได้ง่าย และขึ้นอยู่กับว่าเป็นระบบที่โอเปอเรเตอร์ทำงานหลังวางสายได้ง่ายหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อการพัฒนาผลิตภาพของศูนย์บริการลูกค้า
นอกจากนั้น หากเพิ่มการปรับแต่งระบบ CRM ให้เข้ากับขั้นตอนการทำงานหรือเพิ่มโซลูชั่นต่างๆ เช่น CTI, โซลูชั่นการรู้จำเสียงแปลงเสียงมาสรุปเป็นตัวอักษร เป็นต้น ทำให้ช่วยลดภาระการบันทึกเข้าระบบของโอเปอเรเตอร์ อาจยิ่งทำให้ ACW ปรับปรุงได้ดีขึ้นอีก
หากยังไม่มีสัญญาณของการปรับปรุง ACW อาจเป็นไปได้ว่าทักษะการประมวลผลการทำงานของโอเปอเรเตอร์ล่าช้า เช่น “ทักษะการพิมพ์หรือการแปลงบทสนทนาให้เป็นข้อความ” “การไม่รู้ตัวถึงความล่าช้าในการทำงานหลังวางสายของตัวเอง” เป็นต้น ในการเพิ่มทักษะการทำงานเบื้องต้น อาจให้โอเปอเรเตอร์ที่มีระยะเวลา ACW นานออกไปฝึกงาน หรือเรียนรู้เทคนิคจากโอเปอเรเตอร์ที่มีระยะเวลา ACW สั้น อาจทำให้จิตสำนึกส่วนบุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากทำให้ค่า AHT มีความเหมาะสมที่สุดจะทำให้มีเวลาเพิ่มขึ้นและสามารถจัดสรรเวลานั้นไปใช้จัดการกับงานอื่นๆ ทำให้คาดหวังกับการพัฒนาคุณภาพการตอบสนองหรือการเพิ่มจำนวนกรณีในการตอบสนองได้ และส่งผลให้โอเปอเรเตอร์มีแรงจูงใจในการทำงานเพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้ลูกค้าและส่งผลต่อการพัฒนายอดขายและผลประกอบการได้ ซึ่งเหล่านี้จะเป็นตัวแจ้งได้ว่ามี “วงจรการทำงานที่ดี” จากการควบคุม AHT
สรุป
- หนึ่งในดัชนีที่บอกความสูงต่ำของผลิตภาพ (Productivity) ของศูนย์บริการลูกค้าคือ “AHT”
- ในการเพิ่ม AHT จำเป็นต้องวางมาตรการแยกกันระหว่าง “ATT” กับ “ACW”
- หากตอบสนองจำนวนกรณีได้มากขึ้นและพัฒนาคุณภาพการตอบรับลูกค้าได้ จะส่งผลต่อการเพิ่มแรงจูงใจให้โอเปอเรเตอร์ได้อีกด้วย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ได้ค่า AHT ที่เหมาะสมที่สุดและเกิดวงจรการทำงานที่ดี
ผสานพลัง Generative AI, CRM, FAQ, แชท, Voice และ IVR ได้อย่างยืดหยุ่นในระบบเดียว
ทีมงานดูแลและติดต่อกลับคุณหลังส่งคำขอ
เริ่มต้นปรึกษาได้ทันที แม้อยู่ในช่วงศึกษาและเปรียบเทียบข้อมูล
แชร์บทความนี้
ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพการบริการสู่มาตรฐานใหม่
การันตีผลลัพธ์ความสำเร็จจากลูกค้าองค์กรจำนวนมาก
เริ่มต้นปรึกษาได้ทันที แม้อยู่ในช่วงศึกษาและเปรียบเทียบข้อมูล